แนะนำสินค้า


นอนกรนรักษาได้อย่างไร?

 เพศชาย ประมาณร้อยละ 85 ของผู้ป่วยเป็นเพศชาย

ทั้งจากการศึกษาทางระบาดวิทยาและการศึกษาผู้ป่วยเฉพาะกลุ่มพบว่าเพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง ด้วยอัตราส่วน 7:1 แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนพบว่าเพศหญิงมีโอกาสเป็นมากขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าฮอร์โมนเพศจะมีผลต่อโรคนี้ได้ เชื่อว่า อิทธิพลของฮอร์โมนส่งผลที่โครงสร้างบริเวณศีรษะและลำคอของเพศชาย เนื้อเยื่อ บริเวณคอหนาขึ้นทำให้มีช่องคอแคบกว่าผู้หญิง ฮอร์โมนของเพศหญิงมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจ มีความตึงตัวที่ดี

• อายุมากขึ้น เนื้อเยื่อต่างๆ จะขาดความตึงตัว ลิ้นไก่ยาวและเพดานอ่อนห้อยต่ำลง กล้ามเนื้อต่างๆ หย่อนยาน รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปบังทางเดินหายใจได้ง่าย

• ลักษณะโครงสร้างของกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางเลื่อนไปด้านหลัง ลักษณะคอยาว หน้าแบน ล้วนทำให้ทางเดินหายใจช่วงบนแคบลงเกิดการอุดตัน และทำให้เกิดการหยุดหายใจได้ โรคที่มีความผิดปกติบริเวณนี้ได้แก่ Down's syndrome, Prader Willi 
syndrome, Crouzon's syndrome เป็นต้น

• กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่อ้วน แต่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปัจจัยทางพันธุกรรมน่าจะเป็นสาเหตุหลักของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าคนปกติ 1.5 เท่า

 อ้วน พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วย OSA มี Body Mass Index (BMI) > 28 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือมีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน เมื่อลดน้ำหนักได้ 5-10 กิโลกรัมจะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ ผู้ป่วยที่อ้วนมีโอกาสเกิดการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากไขมันนอกจากจะกระจาย อยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย เช่น ที่สะโพก หน้าท้อง น่อง ต้นขา ยังพบว่ามีเนื้อเยื่อไขมันกระจายอยู่รอบๆทางเดินหายใจช่วงบนมากขึ้น ไขมันที่พอกบริเวณคอจะทำให้เวลาที่ผู้ป่วยนอนลง เกิดน้ำหนักกดทับ ทำให้ช่องคอแคบลงได้ หน้าท้องที่มีไขมันเกาะอยู่มากทำให้กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจุของปอดลดลง ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดการหยุดหายใจได้โดยง่ายขึ้น

• แน่นจมูก จมูกเป็นต้นทางของทางเดินหายใจ ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้แน่นจมูก เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือเนื้องอกในจมูก ย่อมจะทำให้กรนลำบากขึ้น

 ดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่คอยพยุงช่องทาง เดินหายใจให้เปิด หมดแรงไป เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายขึ้น นอนจากนี้จะกดการทำงานของสมอง ทำให้สมองตื่นขึ้นมาเมื่อมีภาวะการขาดออกซิเจนได้ช้า ซึ่งอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อหัวใจและสมองได้

• การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้คอหอยอักเสบจากการระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดการอุดตันได้ง่าย และยังส่งผลเสียต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ

• โรคต่อมไร้ท่อต่างๆ ได้แก่ Hypothyroidism, Acromegaly พบว่าทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้มากกว่าคนทั่วไป

 


 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ลดปัจจัยเสี่ยงโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavioral change) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สำคัญมากใน การรักษา โดยเฉพาะในรายที่เป็นยังไม่มากนัก ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประกอบด้วย

1. ลดความอ้วน

          - เมื่อน้ำหนักลดลง 10%มีหลักฐานยืนยันว่า อัตราการหยุดหายใจลดลง อาการง่วงนอนมากผิดปกติ ในเวลากลางวันลดลงอย่างชัดเจน เหตุผลที่เมื่อลดน้ำหนักแล้วทำให้อาการดีขึ้นนั้น เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความจุของปอดเพิ่มขึ้น ทำให้ช่วยเพิ่มการแลกเปลี่ยนกาซ นอกจากนั้นเมื่อน้ำหนักลดลง จะทำให้ ขนาดของช่องคอเพิ่มขึ้น อากาศไหลผ่านลงสู่ปอดได้สะดวกขึ้น ส่งผลให้ความดันในช่องคอเป็นลบลดลง เกิดการยุบตัวลดลง การแลกเปลี่ยนออกซิเจนมีมากขึ้น

          - ผู้ป่วยที่อ้วนจะมีความต้องการที่จะลดน้ำหนัก ซึ่งหลายคนใช้วิธีการรับประทานยาลดความอ้วน แต่ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาเหล่านั้นก็มาก มาย เช่น ทำให้เกิดอาการใจสั่น และเมื่อพอหยุดยา 
มักจะกลับมาอ้วนใหม่ การควบคุมอาหารและการ ออกกำลังกายจึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีในการลดความอ้วน

          - โดยทั่วไปผู้ป่วยส่วนใหญ่จะลดน้ำหนักได้ ยาก เมื่อลดน้ำหนักได้สักระยะหนึ่งน้ำหนักจะกลับ เพิ่มขึ้นมาอีก ดังนั้นการอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วย และบุคลากรในทีมสุขภาพ ในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้ป่วย การสนับสนุนให้กำลังใจแก่ผู้ ป่วย อธิบายถึงประโยชน์ของการลดน้ำหนักจะทำให้ การลดน้ำหนักได้ผล และควบคุมไม่ให้น้ำหนักกลับ เพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง

 

2. หลีกเลี่ยงการนอนหงาย 
          
          - ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยจะสังเกตได้เสมอว่า ในท่านอนตะแคง ผู้ป่วยที่มีอาการหยุดหายใจขณะหลับมี อาการลดลง เพราะว่าท่านอนหงายจะทำให้ลิ้นตกไปด้านหลังชิดกับผนังช่องคอด้านหลังทำให้เกิดการอุด ตันได้มาก แต่ถ้าผู้ป่วยอ้วนมากๆ แล้ว ไม่ว่าท่านอนใดก็ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก วิธีการหนึ่งในการทำ ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงคือ การเย็บลูกบอลหรือลูกเทนนิสใส่ไว้บริเวณกระเป๋าที่เย็บกับเสื้อนอนไว้กลางหลัง เรียกว่า sleep ball หรือ sleep sock เมื่อผู้ป่วยนอนหงายจะรู้สึกไม่สบายหรือปวดหลังจากการนอนหงาย ทับลูกบอล ก็จะพลิกตัวกลับมานอนตะแคง แต่วิธีนี้จะใช้ได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการนอนกรนในระดับ น้อย คือมีการกรนมากในท่านอนหงาย เวลานอนตะแคงอาการดีขึ้น เนื่องจากลิ้นไม่ตกไปที่คอด้านหลัง มากเกินไป การใช้หมอนหนุนใต้คอเพื่อบังคับไม่ให้ศีรษะเงยมากเกินไป ป้องกันไม่ให้ลิ้นตกไปด้านหลัง จะสามารถช่วยลดอาการกรนได้บ้าง

 

3. งดการดื่มสุรา

          - ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยจะสังเกตว่า ถ้าผู้ป่วยดื่มสุราก่อนเข้านอน จะมีอาการนอนกรนและการหยุด หายใจมากขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้เกิดการยุบตัวของทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น และกด 
สมองทำให้การตื่น (arousal) ซึ่งร่างกายเคยใช้ตอบสนองต่อการขาดออกซิเจนในเลือดช้ากว่าเดิม เมื่อ หลีกเลี่ยงการดื่มสุราจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ทางเดินหายใจยุบตัวได้ยาก การหยุดหายใจจากการอุด ตันลดลง ผู้ป่วยนอนกรนลดลง

 

4. งดยา

          - ยาบางชนิดทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการหยุดหายใจในขณะหลับมีอาการมากขึ้น หรือในบางคนที่ไม่มี อาการหยุดหายใจขณะหลับมีอาการขึ้นมาได้ ได้แก่ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ มีรายงานว่า ยากลุ่มนี้ เกือบทุกชนิด มีผลต่อการหายใจขณะหลับ โดยมีการกดการตื่นของสมอง (arousal) ได้ ซึ่งทำให้ผู้ป่วย หยุดหายใจขณะหลับนานขึ้นกว่าเดิม

          - นอกจากนี้ ยาแก้แพ้ในกลุ่มแอนตี้ฮีสตามีนที่ทำให้ผู้ป่วยง่วงนอนและหลับลึกเป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ ทำให้อาการมากขึ้นได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มที่มีผลข้างเคียงดังกล่าวไปใช้กลุ่มที่มีฤทธิ์ข้าง เคียงน้อย

 

5. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านอื่นๆ

          - การสูบบุหรี่ทำให้ผนังคออักเสบหนาและมีเสมหะมาก ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง จึงควรหลีกเลี่ยง หรือเลิกสูบบุหรี่

          - ในผู้ป่วยที่ออกกำลังหรือทำงานหนักจนร่างกายอ่อนเพลียมาก เวลาหลับกล้ามเนื้อของทางเดิน หายใจจะมีความตึงตัวน้อย เกิดการยุบตัวได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายอ่อนเพลียมากเกินไป